ปิดตลาดหุ้นไทยลบ 1.54 จุด

ตลาดหุ้นไทยวันที่8ต.ค.เคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดทั้งวันแต่ช่วงท้ายตลาดมีแรงขายทำกำไรออกมากดดันให้ดัชนีผันผวนส่งผลให้ดัชนีพลิกเป็นลบโดยนักลงทุนยังรอติดตามผลการเจาจราการค้าสหรัฐกับจีนที่จะมีขึ้นในวันที่10 – 11ต.ค.นี้รวมถึงรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ส่งผลให้ปิดตลาดที่1,612.17จุดลดลง1.54จุดหรือ0.10%ด้วยมูลค่าการซื้อขาย36,544.37 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด5อันดับได้แก่ 1.ปูนซิเมนต์ไทยปิดที่386.00บาทลดลง-3.00บาท 2.ปตท.ปิดที่45.75บาทลดลง-0.25บาท 3.ซีพีออลล์ปิดที่80.25บาทลดลง-0.50บาท 4.เคทีซีปิดที่39.75บาทลดลง-2.00บาท 5.บ้านปูปิดที่12.40บาทลดลง-0.20บาท อ่านเพิ่มเติม ที่มา: //www.dailynews.co.th

หุ้นปิดลบ 2.95 จุด กังวลสงครามการค้า กดดันเศรษฐกิจโลกชะลอ

น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ในแดนลบ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาค จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และค่อนข้างไวต่อสิ่งที่เข้ามากระตุ้นค่อนข้างมาก เมื่อมีปัจจัยใหม่เข้ามาเพิ่มเติมอย่างสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป นอกเหนือจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ฯที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ก็ทำให้ตลาดได้รับผลกระทบค่อนข้างแรง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยจากภายในประเทศช่วยประคองตลาด จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีออกมา ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ อย่างกลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว ให้สามารถปรับขึ้นหรือยืนทรงตัวได้ แนวโน้มวันพรุ่งนี้ (4 ต.ค.62) บล.ฟิลลิปฯ คาดว่าตลาดยังมีแนวโน้มหลักเป็นขาลงจากปัจจัยลบที่ยังปกคลุมตลาด แต่การที่ดัชนีปรับตัวลงมามากแล้วก็อาจจะดีดตัวระหว่างวันได้ แต่ภาพหลักยังเป็นทิศทางลงอยู่ นอกจากนี้ ยังเป็นวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ ทำให้นักลงทุนยังจับตาเพิ่มเติมต่อการชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกงช่วงวันสุดสัปดาห์ที่เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น อ่านเพิ่มเติม ที่มา: //www.posttoday.com

“บล.เอเซียพลัส” คงเป้าหุ้นไทยปี’62 ที่ 1,655 จุด เชื่อลงไม่ลึก แต่ขึ้นไม่ได้

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ และหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัท (บล.) เอเชียพลัส เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 คาดว่าจะแกว่งตัวขึ้น จึงยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ในปี 2562 ที่ระดับ 1,655 จุด และคาดว่าโอกาสที่จะเห็นดัชหนหลุดระดับ 1,600 จุด เป็นไปได้ยาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเชื่อว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือน พฤศจิกายนนี้ จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดทุนกับตราสารหนี้มีมากขึ้น ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงมีความน่าสนใจมากขึ้น “แนวโน้มตลาดที่ดูดีขึ้น มาจากพื้นฐานในประเทศ โดยคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 มาแล้ว ส่วนไตรมาส 3 คาดว่าจะมีกำไร 2.5 แสนล้านบาท และไตรมาส 4 จะเป็นช่วงจุดสูงสุดของหลายธุรกิจ โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนรวม อยู่ที่ 9.9 แสนล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดไว้ที่ 1.05 ล้านล้านบาท แนวรับระดับ 1,600 และ

หุ้นเช้า 1 ต.ค.ปิดลดลง 7.16 จุด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวันนี้ที่ระดับ 1,630.06 จุด ลดลง 7.16 จุด (-0.44%) มูลค่าการซื้อขาย 19,913.68 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นช่วงเช้าวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,639.14 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,628.63 จุด ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ CPALL มูลค่าการซื้อขาย 1,122.37 ล้านบาท ปิดที่ 80.00 บาท ลดลง 1.25 บาท JASIF มูลค่าการซื้อขาย 1,027.80 ล้านบาท ปิดที่ 10.30 บาท ลดลง 0.70 บาท อ่านเพิ่มเติม ที่มา: //www.posttoday.com

หุ้นปิดบวก 7.01 จุด แรงซื้อกลุ่มค้าปลีก ขนส่ง หนุน

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นช่วงเช้าเคลื่อนไหวแดนลบและสามารถปิดบวกได้ช่วงท้ายตลาด เป็นผลมาจากแรงซื้อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL CPN กลุ่มขนส่ง เช่น AOT นักวิเคราะห์ฯ ระบุตลาดหุ้นไทยช่วงท้ายตลาดพุ่งขึ้น เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายซีรี่ย์ U ของ SET50 Index ในตลาดฟิวเจอร์ส รวมถึงคาดว่าจะมีการทำวินโดว์ เดรสซิ่ง หรือการซื้อหุ้นก่อนปิดงบฯไตรมาส 3/62 แต่วอลุ่มเทรดก็ยังไม่ถือว่ามากนัก โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิเพียง 580.47 ล้านบาท น.ส.จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ส่วนใหญ่จะแกว่งแคบมาก และวอลุ่มเทรดก็บางมากด้วย เนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา ประกอบกับตลาดรอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนหน้า (ต.ค.)ส่วนเรื่องมาตรการชิมช็อปใช้ ของภาครัฐฯก็ได้รับการตอบรับที่ดี ช่วยภาพรวมเศรษฐกิจได้ แต่ในแง่ของบริษัทไม่ได้ประโยชน์มาก ทำให้หุ้นไม่ได้ Active มากนัก ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียวันนี้เคลื่อนไหวในแดนลบตามดาวโจนส์ ซึ่งต่างก็รอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเช่นกัน อย่างไรก็ดี สัปดาห์หน้าให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่จะทยอยออกมา ส่วนต่างประเทศก็ให้ติดตามตัวเลข PMI ภาคการผลิต และภาคบริการของหลายประเทศทั่วโลกที่จะทยอยออกมาด้วยเช่นกัน อ่านเพิ่มเติม