ครม.เศรษฐกิจ ปลดล็อก 44 เมกะโปรเจ็กต์ 1.9 ล้านล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้าย

ครม.เศรษฐกิจ ปลดล็อก 44 เมกะโปรเจ็กต์ 1.9 ล้านล้านบาท ของกระทรวงคมนาคม หวังกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้าย ครม.ศก.ปลดล็อก44เมกะโปรเจ็กต์ – นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม. เศรษฐกิจ) ได้ติดตามความคืบหน้าในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ของกระทรวงคมนาคม 44 โครงการ วงเงิน 1,947,310 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณแผ่นดิน 259,791 ล้านบาท เงินกู้ PPP 338,810 ล้านบาท รายได้/กองทุน 147,654 ล้านบาท สาเหตุที่มีการนำโครงการขนาดใหญ่มาพิจารณาขณะนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบและหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือการเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการสร้างงานการจ้างงานมีการใช้วัสดุก่อสร้างภายในประเทศ ดังนั้นในที่ประชุมจึงหารือกันถึงปัญหาและอุปสรรคของการก่อสร้าง นำไปสู่การปลดล็อกสิ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรค จากนั้นจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง โดยงบประมาณวงเงินก่อสร้างในภาพรวมอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากเดิม ซึ่งต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงเหตุผลต่อไป โดยคาดว่าวงเงินที่อาจปรับขึ้นจะมาจากค่าเวนคืนที่ดิน นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า การนำโครงการทั้ง 44 โครงการ มาพิจารณาในช่วงนี้ ถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ครม.ไฟเขียวงบประมาณรายจ่ายปี2563จำนวน3.2 ล้านล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล โดยงบที่ขาดดุลเพื่อนำไปลงทุนและชำระหนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 2 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.7% โดยกำหนดนโยบายงบประมาณขาดดุล จำนวน 4.69 แสนล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้สุทธิ 2.73 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าเศรษฐกิจขยายตัว 3.0 – 4.0% สำหรับโครงสร้างงบประมาณรายจ่าย ปี 2563 ประกอบด้วยประมาณการรายจ่าย ดังต่อไปนี้1. รายจ่ายประจำ จำนวน 2.393 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 1.2

ลุ้นรัฐมนตรีใหม่กดปุ่มลงทุน 42 โครงการ มูลค่า 3.53 ล้านล้านบาท

โดย ทศพล หงศ์ทอง ทิ้งทวนการทำงานวันสุดท้ายของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องยอมรับว่าเป็นรัฐมนตรีที่ขยันทำงาน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่เคยว่างเว้นการลงพื้นที่พบประชาชน จนเป็นภาพที่เห็นกันจนชินตาของนักข่าวสายคมนาคม ความตั้งใจสะท้อนผ่านผลงานมากมาย ตั้งแต่การกดปุ่มรถไฟความเร็วสูงสายประวัติศาสตร์เส้นทางแรกให้เริ่มก่อสร้างไปได้ ไปจนถึงการพัฒนารถไฟฟ้าสายใหม่ไปจนถึงการปลดล็อคธงแดง ซึ่งนายอาคม ภูมิใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก “งานที่ผมภูมิใจมาก คือ การปลดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ทำให้อุตสาหกรรมการบินของไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐานหลายโปรเจ็กส์ผ่านไปได้ด้วยดี และหลังจากนี้ทุกปีคนไทยจะได้ใช้รถไฟฟ้าสายใหม่ จะมีการเปิดเส้นทางใหม่ทุกปีอย่างน้อย 4-5 ปีนับจากนี้” นายอาคมกล่าว ทีมรัฐมนตรีใหม่เตรียมตบเท้าเข้ากระทรวง ขณะที่รัฐมนตรีใหม่ป้ายแดง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทยนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมือง จากพรรคพลังประชารัฐ และ นายถาวร เสนเนียม จากพรรคประชาธิปัตย์ ถือฤกษ์งามยามดี ในวันที่ 18 ก.ค.นี้ ตบเท้าเข้ากระทรวงคมนาคม ซึ่งถืออว่าเป็นกระทรวงเกรดเอที่มีผลต่อทั้งเศรษฐกิจและคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทำให้ถูกจับจองจากหลายพรรคการเมือง ทว่าดาบอาญาสิทธิ์อยู่ที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม จะเป็นคนแบ่งหน้าที่ให้รัฐมนตรีแต่ละคนไปควบคุมหน่วยงานในกำกับดูแล ไม่น่าแปลกใจที่ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงทุกสำนักจะถูกยกให้เป็นสายแข็งแห่งวงการสื่อ เพราะกระทรวงคมนาคมควบคุมหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเกือบ 20

เทรนด์บริโภคปลอดสารเคมีมาแรง ดันตลาดสินค้าอินทรีย์ทั่วโลกมูลค่ากว่า 3.55 ล้านล้านบาท

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระแสออร์แกนิค ไลฟ์สไตล์ เทรนด์การเลือกบริโภคสิ่งที่มีประโยชน์ ปราศจากสารเคมี และสารพิษตกค้าง ของคนยุคใหม่ในขณะนี้ ส่งผลให้มูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 104,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3.55 ล้านล้านบาท มีอัตราขยายตัวปีละประมาณ 20% โดยตลาดเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป จีน ออสเตรเลีย ขณะที่ตลาดอาเซียน มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย และจากความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นตามมาราว 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 900 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการส่งออกราว 0.06% ของมูลค่าตลาดโลก มีอัตราการเติบโตในประเทศประมาณ 10% ต่อปี มีโอกาสขยายตัวอีกมาก สำหรับในปี 2562 นี้

คาดเงินต่างชาติเที่ยวไทยสะพัดเฉียด 2 ล้านล้านบาท

รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย อาจมีจำนวน 20.1 ล้านคน หรือขยายตัว 7.0% เทียบกับในช่วงครึ่งปีแรกที่คาดว่าจะมีจำนวน 19.7 ล้านคน หรือขยายตัว 1.6% ส่งผลให้ทั้งปี 62 คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยไว้ที่ประมาณ 39.0-39.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 2.0-4.0% จากปีก่อน ขณะที่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะมีมูลค่าประมาณ 1.94-1.97 ล้านล้านบาท โดยการคาดการณ์ตัวเลขนี้ คำนึงถึงการที่ทางการกำลังอยู่ระหว่างทบทวนฐานตัวเลขใหม่ในปี 61 นอกจากนี้ในปี 62 เทรนด์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เปลี่ยนแปลงไป จากการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในบางรายการที่ลดลง รวมทั้งจำนวนวันพักที่อาจลดลง เพราะนักท่องเที่ยวยุคใหม่มักนิยมเดินทางท่องเที่ยวหลายทริป หลายประเทศในแต่ละปี นอกจากนี้ ประเด็นการแข่งขันด้านราคาจากฝั่งผู้ประกอบการในประเทศ ตลอดจน การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวกับประเทศอื่นๆ ที่มา: //www.dailynews.co.th/economic/717454

แบงก์ชาติเปิดฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศไทยยังอู้ฟู่ 7.6 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่  ฝบช.   2/2562 เรื่อง   รายงานฐานะเงินสํารองระหว่างประเทศของทางการประจําเดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.  2562 ตามมาตรา   58   แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย  พุทธศักราช  2485  และที่แก้ไขเพิ่มเติมให้จัดทํารายงานแสดงฐานะของเงินสํารองระหว่างประเทศของทางการ  ทั้งในฐานะรวม ฐานะสุทธิ  และฐานะล่วงหน้าสุทธิ  โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นประจําทุกเดือน  นั้น  ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศรายงาน ตัวเลขเงินสำรองระหว่างประเทศ 7,678,274.37 ล้านบาท ที่มา: //www.matichon.co.th/news-monitor/news_1518530