สทนช. สั่งกรมน้ำบาดาลทำหลักเกณฑ์ธนาคารน้ำใต้ดิน ตุนไว้ใช้หน้าแล้ง

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ถึงแนวทางการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาน้ำบาดาล ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ว่า การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคเป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าต้องให้ทุกชุมชนทุกหมู่บ้านเข้าถึง หลายพื้นที่ไม่สามารถจัดหาน้ำผิวดินได้ โดยเฉพาะพื้นที่หมู่บ้านห่างไกลการเข้าถึงแหล่งน้ำ ดังนั้น น้ำบาดาลถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาน้ำอุปโภค-บริโภค การสร้างความมั่นคงทางการผลิตทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้น้ำบาดาลรองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝน โดยให้น้ำซึมลงสู่ด้านล่างโดยอาศัยเทคนิคทางวิชาการที่ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น โดยได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจัดทำมาตรฐานการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินที่ชัดเจน ทั้งจุดรับน้ำเข้ารวมถึงจุดเชื่อมต่อ สำหรับเงื่อนไขในการพิจารณาก่อสร้างธนาคารน้ำใต้ดินแยกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1. มีความชัดเจนในเชิงพื้นที่โดยมีการศึกษาความพร้อมตามหลักทางธรณีวิทยาแล้วว่าพัฒนาได้ โดยเบื้องต้นมี 3 พื้นที่ที่มีความพร้อม ได้แก่ บริเวณพื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 500 แห่ง และพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดระยอง รวมจำนวน 30 แห่ง 2. พื้นที่อาจจะมีความพร้อมแต่ยังต้องศึกษาให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามหลักวิชาการ และ 3. พื้นที่ที่ไม่สามารถพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดินได้ ก็ต้องมีการเผยแพร่ให้ข้อมูลสร้างความเข้าใจให้กับหน่วยงานและประชาชนรู้เช่นกัน “การพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน แม้ว่าจะเป็นประโยชน์ แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านมลพิษและคุณภาพน้ำ เนื่องจากบางพื้นที่สามารถจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินได้ แต่เพื่อช่วยชะลอหรือรองรับน้ำหลากเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ได้” นายสมเกียรติ กล่าวว่า

สทนช. จับตาพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 14 จังหวัดตั้งแต่กลางเดือนต.ค. – พร้อมทำแผนรับมือภัยแล้ง

ศูนย์อำนวยการน้ำฯ ประเมินตั้งแต่ 15 ต.ค.นี้ ฝนตกหนักภาคใต้ตอนกลางฝั่งตะวันตก ประสานกำลังหน่วยงานเกี่ยวข้องติดตั้งเครื่องจักรรับมือพื้นที่เสี่ยงท่วมใน 14 จังหวัด จากสถิติที่เคยท่วมซ้ำและแนวโน้มฝนตกหนัก สทนช.จับตาน้ำท่วม14จังหวัด – นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 6/2562 ว่า สถานการณ์ฝนในช่วงสัปดาห์นี้ ในตอนบนของประเทศเริ่มมีฝนลดลง ส่วนภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและตกหนักบางแห่ง แต่ถือว่าไม่มีอะไรน่ากังวล เนื่องจากมีเพียงฝนฟ้าคะนอง ไม่ใช่หย่อมความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุม จึงไม่มีความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมไหลหลากครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่อาจจะมีเกิดเป็นน้ำท่วมชุมชนหรือน้ำท่วมเฉพาะจุดเท่านั้น ซึ่งที่ประชุมได้ประเมินว่าน่าจะส่งผลดีในการช่วยกักเก็บน้ำในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานตอนล่าง คาดการณ์ว่าตั้งแต่ 15 ต.ค. นี้ จะเกิดฝนตกหนักในบริเวณภาคใต้ตอนกลางฝั่งตะวันตก โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงท่วมและน้ำล้นตลิ่งทั้งหมด 14 จังหวัด 64 อำเภอ ประกอบด้วย ภาคตะวันออก 3 จังหวัด 6 อำเภอ ได้แก่ จ.จันทบุรี ชลบุรี ตราด ภาคตะวันตก 2 จังหวัด 14 อำเภอ ได้แก่

สทนช. ถก 4 หน่วยงาน กัดฟันเคาะแผนลดระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยา ป้องเสี่ยงแล้งหน้า

เลขาฯ สทนช. หารือ ชป. กฟผ. กรมส่งเสริมการเกษตร GISTDA กัดฟันเคาะแผนปรับลดการระบายน้ำ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มเจ้าพระยาลงไม่น้อยกว่า 300 ล้านลบ.ม. ลดเสี่ยงแล้งหน้า ลดระบายน้ำ 4 เขื่อนหลัก – นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ผลจากการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในช่วงครึ่งหลังของฤดูฝนในเดือนส.ค.-ต.ค. ปริมาณฝนจะมีค่าใกล้เคียงกับค่าปกติ แต่ยังคงมีบางพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน ซึ่งกระทบกับปริมาณน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่เป็นพื้นที่เฝ้าระวังที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด โดยเฉพาะภาคเกษตรที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันมีการจัดสรรน้ำมากกว่าแผน ดังนั้น สทนช. จึงได้ประชุมหารือด่วนร่วมกับ 4 หน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

สทนช. เล็งชงแผนเสนอนายกฯ แก้วิกฤติน้ำน้อยฤดูฝน จ่อคุมการใช้น้ำ 

สทนช. เล็งชงแผนเสนอนายกฯ แก้วิกฤติน้ำน้อยฤดูฝน จ่อคุมการใช้น้ำ  วันที่ 22 ก.ค. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 8/2562 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการรับมือภัยแล้งในช่วงฤดูฝน เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีโดยเร่งด่วนทั้งมาตรการเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาวให้เข้มข้นมากขึ้น โดยมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ (สทนช.) ในส่วนกลาง เพื่อบูรณาการกับศูนย์ปฏิบัติการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (มท. กส. กห.) และของจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อรายงานสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรี 2.ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เหนือและท้ายอ่างเก็บน้ำ 3. สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคจากแหล่งน้ำใกล้เคียงในพื้นที่เสี่ยง 4. เร่งรัดขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ประกาศภัยแล้ง-แล้งซ้ำซากจำนวน 144 โครงการ วงเงิน 1,226 ล้านบาท 5.ปรับแผนการขุดเจาะ และซ่อมแซมบ่อบาดาล 6.กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรหรือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เช่น การชดเชย การเยียวยา การสร้างอาชีพ เป็นต้น 7.รณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำทุกภาคส่วนต่อเนื่อง มาตรการระยะสั้น 1.เร่งรัดการก่อสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำบริเวณต้นน้ำในเขต

งัดมาตรการคุมภัยแล้ง สทนช. ชี้ 12 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำกินน้ำใช้

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 2/2562 ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ยังมีภาวะเสี่ยงประสบภัยแล้งอยู่จึงได้กำชับ และเน้นย้ำทุกหน่วยงานซักซ้อมแผนปฏิบัติการของหน่วยงานรับผิดชอบเป็นรายพื้นที่ ทั้งพื้นที่ที่ประกาศภัยแล้งแล้ว 5 จังหวัด รวมถึงพื้นที่เสี่ยงแล้งและขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะเพื่อการอุปโภคเป็นเป้าหมายแรก จากการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติม ทั้งนี้สทนช.ได้วิเคราะห์จากข้อมูลน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ค. 62 ร่วมกับปริมาณน้ำในแหล่งน้ำผิวดินต่างๆ คาดว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค เนื่องจากขาดแคลนแหล่งน้ำสำรองสำหรับการผลิตน้ำประปา จำนวน 12 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร กำแพงเพชร ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ กาฬสินธุ์ ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี อยุธยา ชัยนาท อ่างทอง และภาคตะวันตก 1 จังหวัด ได้แก่