หุ้นไทยปิดภาคเช้าร่วง 4.99จุด

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.62 หุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ โดยดัชนีปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,611.19 จุด ลดลง 4.99 จุด (-0.31%) มูลค่าการซื้อขาย 25,161.09 ล้านบาท โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,615.25 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,608.58 จุด น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ย่อตัวลง แม้ว่าหุ้น AWC จะเข้ามาเทรดแล้วแต่ไม่ได้ช่วยหนุนตลาดฯเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะยังไม่ชัดเจนเรื่องการเข้า SET50 ทำให้นักลงทุสถาบันชะลอลงทุน นอกจากนั้น วันนี้หุ้น PTT ขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายเงินปันผล ซึ่งคาดว่าผลต่อดัชนีฯราว 2.5 จุด เช้านี้ตลาดฯ รับแรงขายหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวกดดัน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น SCC, ADVANC รวมถึงหุ้นกลุ่มแบงก์ ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ จากช่วงเช้าติดลบมากตามดาวโจนส์ฟิวเจอร์สร่วงแรง โดยต่างรอการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 ต.ค.นี้ รวมถึงติดตามสถานการณ์ในฮ่องกงที่ดูจะรุนแรงมากขึ้น อ่านเพิ่มเติม

หุ้น"BAM"ใจถึงจ่ายปันผลไม่เกิน40%

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า เมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หลัง ก.ล.ต. เห็นชอบ สำหรับหุ้นที่เสนอขายประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 280 ล้านหุ้น หุ้นสามัญเดิมจำนวนไม่เกิน 1,255 ล้านหุ้น และอาจจัดสรรหุ้นส่วนเกิน ไม่เกิน 230 ล้านหุ้น รวมทั้งสิ้นจำนวนไม่เกิน 1,765 ล้านหุ้น คิดเป็น 54.4% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอหุ้นครั้งนี้ (กรณีมีการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัทฯทั้งหมด) โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปขยายธุรกิจโดยซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายในอนาคต ชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือ ชำระหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัท และ/หรือตั๋วเงินจ่ายที่ถึงกำหนด และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน “การเข้าจดทะเบียนใน ตลท. จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ทำให้บริษัทสามารถระดมทุนและเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น และ BAM จะสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นางทองอุไร กล่าว

หุ้นปิดลบ 2.95 จุด กังวลสงครามการค้า กดดันเศรษฐกิจโลกชะลอ

น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ในแดนลบ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาค จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และค่อนข้างไวต่อสิ่งที่เข้ามากระตุ้นค่อนข้างมาก เมื่อมีปัจจัยใหม่เข้ามาเพิ่มเติมอย่างสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป นอกเหนือจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ฯที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ก็ทำให้ตลาดได้รับผลกระทบค่อนข้างแรง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยจากภายในประเทศช่วยประคองตลาด จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีออกมา ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ อย่างกลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว ให้สามารถปรับขึ้นหรือยืนทรงตัวได้ แนวโน้มวันพรุ่งนี้ (4 ต.ค.62) บล.ฟิลลิปฯ คาดว่าตลาดยังมีแนวโน้มหลักเป็นขาลงจากปัจจัยลบที่ยังปกคลุมตลาด แต่การที่ดัชนีปรับตัวลงมามากแล้วก็อาจจะดีดตัวระหว่างวันได้ แต่ภาพหลักยังเป็นทิศทางลงอยู่ นอกจากนี้ ยังเป็นวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ ทำให้นักลงทุนยังจับตาเพิ่มเติมต่อการชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกงช่วงวันสุดสัปดาห์ที่เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น อ่านเพิ่มเติม ที่มา: //www.posttoday.com

ก.ล.ต. เตือนประชาชนระวังถูกชักชวนให้ลงทุนในหุ้นPB.Smart Farmer

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับข้อมูลและตรวจพบว่า มีการชักชวนผ่านทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ อาทิ เว็บไซต์บริษัท เฟซบุ๊ก PB Smart Farmer และ แอปพลิเคชัน ไลน์ รวมทั้งมีการจัดสัมมนาหลายครั้งเพื่อชักชวนประชาชนให้ลงทุนในหุ้นบริษัท พีบี.สมาร์ทฟาร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PB. Smart Farmer ซึ่งระบุว่า บริษัทเริ่มจากการทำธุรกิจด้านการเกษตรและขยายธุรกิจไปยังด้านพลังงาน โดยการผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าด้วยพลังงานแม่เหล็กให้ลูกค้ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในประเทศและต่างประเทศเช่าเครื่อง รวมทั้งขายไฟให้ภาครัฐและเอกชน และบริษัทมีแผนขยายโรงงานผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจจองหุ้นตามแพ็คเกจการลงทุนเริ่มต้น 1,000 บาท – 1,000,000 บาท โดยบริษัทจะจ่ายเงินปันผลประจำสัปดาห์ทุกวันศุกร์ เป็นเวลา 95 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมการชักชวนในลักษณะบอกต่อโดยให้ผลตอบแทนในรูปแบบโบนัสเพิ่มเติม หากสามารถหาผู้ลงทุนอื่นมาร่วมลงทุนเป็นเครือข่าย ก.ล.ต. ขอแจ้งว่า หุ้น PB. Smart Farmer ไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ให้เสนอขายต่อประชาชนในประเทศไทย และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน เช่น อาจไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นและเพียงพอต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน หรืออาจเปิดเผยข้อมูลเท็จ หรืออาจเปิดเผยข้อมูลในลักษณะที่ทำให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิด

หุ้นปิดบวก 7.01 จุด แรงซื้อกลุ่มค้าปลีก ขนส่ง หนุน

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นช่วงเช้าเคลื่อนไหวแดนลบและสามารถปิดบวกได้ช่วงท้ายตลาด เป็นผลมาจากแรงซื้อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL CPN กลุ่มขนส่ง เช่น AOT นักวิเคราะห์ฯ ระบุตลาดหุ้นไทยช่วงท้ายตลาดพุ่งขึ้น เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายซีรี่ย์ U ของ SET50 Index ในตลาดฟิวเจอร์ส รวมถึงคาดว่าจะมีการทำวินโดว์ เดรสซิ่ง หรือการซื้อหุ้นก่อนปิดงบฯไตรมาส 3/62 แต่วอลุ่มเทรดก็ยังไม่ถือว่ามากนัก โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิเพียง 580.47 ล้านบาท น.ส.จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ส่วนใหญ่จะแกว่งแคบมาก และวอลุ่มเทรดก็บางมากด้วย เนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา ประกอบกับตลาดรอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนหน้า (ต.ค.)ส่วนเรื่องมาตรการชิมช็อปใช้ ของภาครัฐฯก็ได้รับการตอบรับที่ดี ช่วยภาพรวมเศรษฐกิจได้ แต่ในแง่ของบริษัทไม่ได้ประโยชน์มาก ทำให้หุ้นไม่ได้ Active มากนัก ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียวันนี้เคลื่อนไหวในแดนลบตามดาวโจนส์ ซึ่งต่างก็รอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเช่นกัน อย่างไรก็ดี สัปดาห์หน้าให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่จะทยอยออกมา ส่วนต่างประเทศก็ให้ติดตามตัวเลข PMI ภาคการผลิต และภาคบริการของหลายประเทศทั่วโลกที่จะทยอยออกมาด้วยเช่นกัน อ่านเพิ่มเติม

หุ้นปิดลบ 9.79 จุด กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี กดดัน

ตลาดหุ้นไทย วันที่ 18 ก.ย.62 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,654.14 จุด ลดลง 9.79 จุด (-0.59%) มูลค่าการซื้อขาย 64,848.85 ล้านบาท นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงรับแรงกดดันจากหุ้นในกลุ่มพลังงาน และกลุ่มปิโตรเคมี ที่ปรับตัวลงหลังจากที่ราคาน้ำมันทรุดตัวลงค่อนข้างแรง จากที่ซาอุดิอาระเบียได้ออกมาบอกว่าจะสามารถเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตได้สิ้นเดือนก.ย.62 นี้ ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบไม่มาก เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการรอดูผลประชุมธนาคารสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะรู้ผลก็น่าจะช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย.62) และสัปดาห์หน้าก็ติดตามการประชุมดังกล่าวคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย แนวโน้มวันที่ 19 ก.ย.นายชัยยศ กล่าวว่า ทิศทางตลาดฯขึ้นอยู่กับผลประชุมเฟดที่จะออกมา โดยหากเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามคาด ตลาดฯก็มีโอกาสที่จะรีบาวด์ขึ้นได้ แต่หากอยู่นอกเหนือความคาดหมาย หรือเฟดไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็อาจจะทำให้ตลาดฯต้องเผชิญแรงขายออกมา พร้อมให้แนวรับ 1,640 จุด ส่วนแนวต้าน 1,660 จุด อ่านเพิ่มเติม ที่มา: //www.posttoday.com

AIS ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ DJSI ปี 2562

AIS ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ปี 2562 ในกลุ่มธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศไทย สะท้อนวิสัยทัศน์และนโยบายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่มุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างยั่งยืนบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ในกลุ่มดัชนีโลก (World Index) และดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Index) ประจำปี 2562 ในกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม สะท้อนความมุ่งมั่นของวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจด้วยนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมทั้งคำนึงถึง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทให้เติบโตไปพร้อมๆกัน จนได้รับการยอมรับในระดับสากลนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก DJSI ในปีนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจที่ยึดมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด และในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการด้านดิจิทัลรายใหญ่ในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศ AIS ได้นำความเชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค รวมถึงมุ่งสร้างประโยชน์และคุณค่าให้แก่ชุมชน สังคมให้เกิดการเรียนรู้และแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ยังได้ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนโดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เอไอเอสได้เดินหน้าผลักดันการสร้างสังคม Digital

"กัลฟ์"ยันฐานะการเงินแข็งแกร่ง-ผลงานโตต่อเนื่อง

นายสมิทธ์ พนมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ยืนยันฐานะการเงินกัลฟ์แข็งแกร่งและผลการดำเนินการยังเติบโตต่อเนื่องจากการทยอยเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ต่อเนื่องในปีนี้ และปีหน้า ขณะที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง ในระดับที่ดี พร้อมเตรียมร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และดำเนินการตามกฎหมายสำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับฐานะการเงินของบริษัทซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ จนส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเคลื่อนไหวผิดปกติในการซื้อขายเมื่อวันที่ 12 ก.ย.62 “เราได้รับแจ้งจากหน่วยงานสื่อสารองค์กร ว่ามีกรณีข้อความในไลน์กรุ๊ปหนึ่งที่กล่าวพาดพิง และให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสถานะการเงินของบริษัท ต้องเรียนว่าปัจจุบันบริษัทและกลุ่มบริษัทไม่มีตั๋วบี/อี อยู่เลย บริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากทริสเรทติ้ง ในระดับ A คือต้องบอกว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูง ฐานะการเงินแข็งแกร่ง” นายสมิทธ์ กล่าวผ่านรายการทางโซเชียลมีเดียถึงข่าวลือเรื่องการเลื่อนชำระตั๋ว บี/อี มูลค่า 5,000 ล้านบาท นายสมิทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้กับธนาคารกรุงไทย (KTB) นั้น ความจริงคือ กลุ่มบริษัทไม่ได้ใช้สินเชื่อกับ KTB แม้จะมีวงเงินที่ธนาคารอนุมัติไว้ให้กลุ่มบริษัทแต่ก็ไม่เคยเบิกใช้เลย รวมถึงกรณีที่อ้างว่าผู้บริหารของ GULF พัวพันกับธุรกรรมการเงินกับ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH)

หุ้นปิดร่วง 13.35 จุด กลุ่มพลังงาน-สื่อสารฉุด

ตลาดหุ้นไทย วันที่ 12 ก.ย.62 ดีชนีปิดที่ระดับ 1,660.68 จุด ลดลง 13.35 จุด (-0.80%) มูลค่าการซื้อขาย 70,086.30 ล้านบาท นายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงบ่ายนี้ปรับตัวลง แม้ว่าจะมีความคืบหน้าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ยอมถอยกันคนละก้าว แต่ดัชนีฯก็ไม่ปรับตัวขึ้นต่อ และเผชิญแรงขายทำกำไร เนื่องจาก Valuation ตลาดฯอยู่ในระดับที่ไม่ถูก เพราะนักวิเคราะห์ฯได้มีการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปีนี้ลงประมาณ 15% ทำให้แม้ดัชนีฯจะปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถือว่าถูก นอกจากนี้ ยังได้เผชิญแรงขายทำกำไรก่อนรู้ผลประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งตลาดฯคาดว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งต่างก็รอดูว่าจะมีการทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี)หรือไม่ อีกทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยิลด์) ทั้งของสหรัฐฯ และไทยได้รีบาวด์กลับขึ้นมาค่อนข้างแรงด้วย รวมถึงนักลงทุนยังปรับพอร์ตขายหุ้นบางกลุ่ม อย่างหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มสื่อสาร แล้วหันไปลงทุนในกลุ่มหุ้นที่ยัง ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด (Laggard)อย่างหุ้นในกลุ่มแบงก์ เป็นต้น ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียวันนี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ รอดูผลประชุมธนาคารกลางยุโรป แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (13 ก.ย.)

หุ้นปิดบวก 8.10 จุด คาดหวังเจรจาการค้า ผลประชุมอีซีบี-เฟด

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยภาคบ่ายปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าช่วงเช้า เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ที่เคลื่อนไหวในแดนบวก ยกเว้นตลาดหุ้นจีน ภายหลังจากที่จีนประกาศชะลอการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯบางรายการ ส่งสัญญาณเชิงบวกก่อนการเจรจาในช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ แต่สินค้านำเข้าสำคัญจากสหรัฐฯอย่าง ถั่วเหลือง ข้าวโพด เนื้อสัตว์ ไม่ได้ถูกยกเว้นด้วย ทั้งนี้ จีนได้เปิดเผยรายการสินค้าจากสหรัฐชุดแรก 16 ชนิด รวมถึงเวย์โปรตีน ปลาป่น และน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งจะได้รับการยกเว้นจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมรอบแรก โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 17 ก.ย.62 เป็นเวลา 1 ปีจน ถึงวันที่ 16 ก.ย.63 นายกิจพณ กล่าวต่อว่า ตลาดฯ ยังมีความคาดหวังในเชิงบวกต่อผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ย.) และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า โดยเชื่อว่าจะเห็นนโยบายการเงินผ่อนคลาย อ่านเพิ่มเติม ที่มา: //www.posttoday.com